แนะนำเพลง 02-514-2205 / SMS พิมพ์ J ตามด้วยข้อความ ส่งมาที่เบอร์ 4554500 
   หน้าแรก
   เกี่ยวกับสถานี
   ข่าวสาร
   กิจกรรมสถานี
   ประวัติศิลปินเพื่อชีวิต
   ที่มาของเพลงเพื่อชีวิต
   ข้อมูลดีเจ
   อันดับเพลงฮิตเพื่อชีวิต
   ผังรายการ
   ภาพถ่าย
   มาเยี่ยมมาเยือน
   อัลบั้มแนะนำเพื่อชีวิต
   สินค้าแนะนำ
   สถานีเพื่อชีวิต
   ติดต่อเรา


click เพื่อฟังใน winamp

click เพื่อฟังใน winamp

click เพื่อฟังใน winamp
1   ใจออกอาการ
  บ่าววี
2   จีสตริง
   สุ ไทรงา...
3   9 ปี 9 นาที
  สวน ลุงคง
4   หนาว
  กล้วย แสต...
5   ฝาก
  พจน์ สุวร...
6   พอแล้ว
  บิว
7   ก้อนหินสิ้นใจ
  แคท รัตกา...
8   ลิ้นไม่มีกระดูก
  สมชาย ใหญ...
9   สวนทาง
  กางเกง
10   ผาหินดินทราย
  ฟุตปาธ ทรี...
  สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้2
 ผู้เข้าชมในวันนี้72
 ผู้เข้าชมทั้งหมด2,859,263
..ปฐมบทเพลงเพื่อชีวิต...
27 ธันวาคม 2550

    

        ประเภทของ เพลงไทยในประวัติศาสตร์
แนวเนื้อหาเพลงไทยสากลในยุคแรก ช่วงทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2490 ครูนารถ ถาวรบุตร บรมครูนักแต่งเพลงแบ่งออกเป็น

1.       กลุ่มเพลงปลุกใจ ให้รักชาติ รักความเป็นไทย
2.    กลุ่มเพลงรัก ครูนารถเรียก เพลงประโลมโลกย์
3.    กลุ่มเพลงชีวิต
ยุคนั้นยังไม่เรียกเพลงเพื่อชีวิตคือเพลงที่หยิบยกเอารายละเอียดชีวิตของคนในอาชีพต่างๆ มาพรรณนาด้วยคำร้องที่เรียบง่ายแต่กินใจ
      มุ่งสะท้อนสภาพทางสังคมและเสียดสีการเมืองบ้างพอสมควร อันถือได้ว่าเพลงชีวิตคือ
รากฐานของเพลงลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิตใน
เวลาต่อมา
นั่นคือหลังจากปี พ.ศ.2500 มาแล้ว จึงมีการแบ่งเพลงไทยสากลออกเป็น1. เพลงลูกกรุง เช่นเพลงของ สุนทราภรณ์, สุเทพ วงศ์กำแหง,
ชรินทร์ นันทนาคร ฯลฯ
2. เพลงลูกทุ่ง เช่นเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ ฯลฯ
โดยคำว่าเพลงลูกทุ่งถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในปี 2507 เมื่อมีรายการโทรทัศน์ทางช่อง 4 บางขุนพรหม รายการหนึ่งตั้งชื่อรายการว่า
   “เพลงลูกทุ่งและจนกระทั่งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อประชาธิปไตยเบ่งบานจึงเริ่มมีเพลงประเภทที่ 3 เรียกว่าเพลงเพื่อชีวิตเกิดขึ้น
จากแนวคิดศิลปะต้องรับใช้ประชาชน ซึ่งปรากฏในหนังสือ
ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชนของจิตร ภูมิศักดิ์ นักคิดนักเขียนฝ่ายก้าว
หน้า ซึ่งขบวนการนักศึกษาให้ความยอมรับนับถือการแบ่งประเภทของ
เพลงไทยสากลออกเป็น 3 ประเภทกว้างๆ คือ ลูกทุ่ง ลูกกรุง
 และเพื่อชีวิต ยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้แม้ว่าเนื้อหาของเพลงลูกทุ่งจะพัฒนาไปอย่างหลากลาย ทั้งตลกขบขัน รักหวานชื่น หัวอกขื่นขม
สองแง่สามง่าม เสียดสีสังคม ฯลฯ ขณะที่เพลงเพื่อชีวิตก็แตกแขนงทางเนื้อหาสาระและแนวดนตรีออกไปมากเช่นกันแต่มิอาจปฏิเสธได้ว่า
 ทั้งเพลงลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิตในปัจจุบันล้วนมีรากฐานมาจาก
เพลงชีวิตที่ศิลปินชั้นครูอย่าง แสงนภา บุญราศรี, เสน่ห์ โกมารชุน,
ไพบูลย์ บุตรขัน, คำรณ สัมบุณณานนท์ ได้บุกเบิกรังสรรค์ไว้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2480-2490 นั่นเอง
   ปฐมบทเพลงเพื่อชีวิต  เผยตำนาน แสงนภา บุญราศรี”  ราชาเพลงชีวิตผู้ถูกลืม
      แสงนภา บุญราศรี อดีตราชาละครร้องยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 บุกเบิกแต่งเพลงไทยสากลที่สะท้อนชีวิตชนชั้นล่างของสังคมเป็น
ครั้งแรกช่วงทศวรรษ
2480 เรียกกันว่า เพลงชีวิตเพลงเอกของเขานำเสนอรายละเอียดชีวิตคนปาดตาล, คนลากรถขยะ, คนจรหมอน
หมิ่น
, ลูกศิษย์วัด, นักหนังสือพิมพ์, กุลีท่าเรือ, ทหารกองหนุน ฯลฯหากนับระยะห่างจากห้วงเวลาที่เพลงเพื่อชีวิตของ หงา คาราวาน,
แอ๊ด คาราบาว, พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ฯลฯ ได้รับความนิยมถึงขีดสุด ก็อาจกล่าวได้ว่า แสงนภา บุญราศรี รังสรรค์ผลงานในแนวนี้มาก่อนถึงราว
ครึ่งศตวรรษ และหากจะนับระยะห่างจากห้วงเวลาที่เพลงลูกทุ่งอย่างเพลง
น้ำท่วมของ ศรคีรี ศรีประจวบ, “อีสานแล้งของ
แสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ โด่งดังเป็นที่รู้จัก แสงนภาก็ได้นำเสนอเนื้อหาเพลงเกี่ยวกับชนบทไว้ในเพลง
คนปาดตาลและอีกหลายเพลงมาก่อน
หน้านั้นแล้ว เพียงแต่เพลงลูกทุ่งในระยะหลัง พัฒนารูปแบบและเนื้อหาไปหลากหลายมากกว่าเพลงชีวิตของแสงนภา
หากจะกล่าวว่า
มนต์การเมืองที่ครูสุเทพ โชคสกุล แต่งให้ คำรณ สัมบุณณานนท์ ขับร้อง (ในราวปี 2495) และแอ๊ด คาราบาว นำมาขับร้องใหม่
(ในปี
2532) เป็นเพลงเสียดสีนักการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมาเป็นเพลงแรก ทว่าเนื้อหาเกี่ยวกับการซื้อเสียงของ ส.ส. และ
การคอร์รัปชั่นโกงกินกระทั่งจอบและเสียมของเสนาบดีผู้ฉ้อฉล ปรากฏอยู่ในเนื้อหาเพลง
แป๊ะเจี๊ยะและเพลง พรานกระแช่
ของแสงนภามาก่อนหน้าปี 2490 แล้วแสงนภา บุญราศรี ไม่เพียงร้องและแต่งเพลงเอง แต่เขายังใช้ประสบการณ์จากการที่เคยเป็น
ดาราละครร้องมาบุกเบิกการแสดงรีวิวประกอบเพลง เช่น เมื่อร้องเพลง
คนปาดตาลก็แต่งชุดคนปาดตาล สมจริงสมจัง เมื่อร้องเพลง
คนลากรถขยะก็นำรถขยะขึ้นเวทีประกอบบทเพลงด้วย เป็นต้นแบบให้ศิลปินรุ่นหลังอย่างเสน่ห์ โกมารชุน และคำรณ สัมบุณณานนท์ 
การบันทึกแผ่นเสียงเพื่อการเผยแพร่ผลงานเพลงในยุคนั้น ต้องบันทึกลงแผ่นเสียงแบบ 78 รอบต่อ 1 นาที หรือ แผ่นครั่งซึ่งความยาว
ไม่เกิน
3.15 นาที แต่เพลงของแสงนภาทุกเพลงยาวกว่า 4 นาทีขึ้นไป เขายืนหยัดที่จะแต่งเพลงยาวเช่นนี้ โดยไม่คำนึงถึงการบันทึกแผ่นเสียง
แล้วเผยแพร่ผลงานของตนเองด้วยการตระเวนร้องเพลงตามสถานีวิทยุและตามงานต่างๆ พร้อมกับจัดพิมพ์หนังสือรวมผลงานเพลงออก
จำหน่าย ได้รับความนิยมจนต้องพิมพ์ซ้ำ
  หลังปี 2492 แสงนภาเข้าไปมีบทบาทในสมาคมกรรมกรไทย ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และ
เสียชีวิตด้วยวัยเพียง
36 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่คำรณ สัมบุณณานนท์ นักร้องที่เดินตามแนวแสงนภากำลังโด่งดังถึงขีดสุด ชื่อของแสงนภา
จึงค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน เลือนหายไปพร้อมๆ กับบทเพลงของเขา ซึ่งไม่สามารถฟังได้ด้วยเทคโนโลยีการบันทึกเสียง
ใดๆ กล่าวได้ว่าปัจจุบันเราจะฟังเพลงของแสงนภาได้จากผู้อาวุโสอายุ
60 ปีขึ้นไป บางท่านที่ยังพอจะจดจำ เพลงชีวิตของนักเพลงผู้
ทระนง ท่านนี้เท่านั้น

     นักเพลงรุ่นราวคราวเดียวกับแสงนภาอีกท่านที่กล่าวได้ว่าถูกลืมคือ เสน่ห์ โกมารชุน คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในฐานะนักสร้างหนังผู้
โด่งดังจาก
แม่นาคพระโขนงทว่าก่อนหน้านั้นเขาเคยแต่งเพลงแนวชีวิตตามหลังแสงนภามาติดๆ 
 

 จากแสงนภา ถึง เสน่ห์ โกมารชุน นักเพลงยั่วล้อสังคม  

       ในยุคสมัยไล่เลี่ยกับความโด่งดังของแสงนภา ยังมีนักร้องนักแต่งเพลงแนวชีวิตอีกท่านหนึ่งคือ เสน่ห์ โกมารชุน ศิลปินเพลงประจำวง
ดุริยางค์ทหารเรือ เขามีผลงานเพลงหลายแนว ทั้งเพลงหวานซึ้งกินใจ อย่างเพลง
งามชายหาดและ วอลท์ซนาวีแต่ที่สร้างชื่อเสียง
ให้เขามากคือแนวเพลงชีวิตในรูปแบบ
เพลงยั่วล้อสังคมมองโลกมองชีวิตมองการเมืองด้วยอารมณ์ตลก ขบขัน ประชดประเทียดเสียด
สี เช่นเพลง
สุภาพบุรุษปากคลองสานหรือที่รู้จักกันในชื่อเพลง บ้าห้าร้อยจำพวกเสียดสีคนที่ยึดติด งมงายกับสิ่งต่างๆ ด้วยลีลาตลก
ขบขัน หรือเพลง
โปลิศถือกระบองยั่วล้อตำรวจที่เริ่มใช้กระบองปราบผู้ร้าย
นอกจากการเป็นนักร้องนักแต่งเพลงแล้ว เสน่ห์ โกมารชุน
ยังมีความสามารถรอบด้าน เป็นทั้งนักพากษ์หนัง ดาราลิเก ดาราละครวิทยุ มีชื่อเสียงต่อเนื่องจากทศวรรษ
2480 ถึงต้นทศวรรษ 2490
ก็มีเหตุการณ์ที่เป็นจุดหักเหและพลิกผันของชีวิต เมื่อเขาแต่งเพลงเสียดสีนักการเมือง ชื่อ ผู้แทนควายและเป็นปากเป็นเสียง
ให้กรรมกรสามล้อถีบ ซึ่งกำลังจะถูกรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม สั่งห้ามวิ่งในเขต พระนคร
-ธนบุรี ด้วยการแต่งเพลง
สามล้อแค้นในเชิงประท้วงรัฐบาล จนเสน่ห์กลายเป็นขวัญใจของชาวสามล้อในปี 2492   ผลก็คือเพลง สามล้อ”,
ผู้แทนควายกลายเป็นเพลงต้องห้าม ไม่ให้เผยแพร่ทางสถานีวิทยุ และเมื่อวันหนึ่งเมื่อเสน่ห์ขับร้องเพลงนี้ที่เวทีเฉลิมนคร เขาก็ถูกเชิญตัว
ไปพบอธิบดีกรมตำรวจ อัศวินเผ่า ศรียานนท์ เจ้าของคำขวัญ
ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ที่ตำรวจไทยจะทำไม่ได้…” และยังมีฉายาว่า ใครค้านท่านฆ่าอีกด้วยเสน่ห์ถูกเชิญตัวไปสอบสวน และให้เลือกทางที่ อยู่หรือ ตายเท่านั้น ทำให้ในที่สุดเขาจำใจต้องเลิกแต่งและร้องเพลง
แนวชีวิตยั่วล้อเสียดสีสังคม หันไปสร้างภาพยนตร์
แม่นาคพระโขนงที่ส่งให้นางเอกดาวยั่ว ปรียา รุ่งเรือง โด่งดังเป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์
ทั้งนี้ในช่วงต้นทศวรรษ
2495 ในขณะที่เสน่ห์ต้องหยุดงานเพลงชีวิต และแสงนภา บุญราศรี ลดบทบาทนักร้องนักแต่งเพลง หันไปทำอาชีพ
ค้าขาย พร้อมๆ กับมีบทบาทในสมาคมกรรมกรไทย ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นช่วงที่ดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการเพลงชีวิตคนใหม่ คือ
คำรณ สัมบุณณานนท์กำลังเปล่งรัศมีขึ้นมาแทนที่จนครองใจแฟนเพลงสูงสุดในปี
2493 เมื่อไปเป็นพระเอกหนังเรื่อง รอยไถ ในขณะ
ที่มีครูเพลงฝีมือเยี่ยม อย่างครูไพบูลย์ บุตรขัน ครู ป. ชื่นประโยชน์ และครูสุเทพ โชคสกุล ป้อนเพลงในแนวชีวิตและเพลงในแนวลูกทุ่ง
ให้อย่างไม่ขาดสายแต่ภาพลักษณ์ช่วงแรกๆ ของพระเอกนักร้องคนนี้ในสายตาแฟนเพลง ก็คือผู้สืบทอดและสานต่อแนวเพลงชีวิตของ
แสงนภา บุญราศรี อย่างเด่นชัดที่สุด เพลงชีวิตที่สร้างชื่อเสียง เช่น ตาสีกำสรวล
, มนต์การเมือง, กรรมกรรถราง, พ่อค้าหาบเร่, ชายสามโบสถ์ ฯลฯ ล้วนเป็นผลงานที่ครูเพลงป้อนให้ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ผลงานเพลงชีวิตของครูไพบูลย์ บุตรขัน อีก 2 เพลง ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ช่วง
ทศวรรษ
2490 คือ เพลง กลิ่นโคลนสาบควายและ ค่าน้ำนมที่ขับร้องโดยชาญ เย็นแข โดยเพลงแรกถูกรัฐบาลสั่งห้ามออกอากาศ
ทางสถานีวิทยุ แต่ทำสถิติยอดจำหน่ายแผ่นเสียงแบบถล่มทลาย ส่วนเพลงที่สองได้กลายเป็นเพลงอภิมหาอมตะแห่งความผูกพันระหว่าง
แม่และลูกมาตราบจนปัจจุบัน

เพลงกลิ่นโคลนสาบควาย

คำร้อง ทำนอง ไพบูลย์ บุตรขัน ขับร้อง ชาญ เย็นแข
อย่าดูหมิ่นชาวนาเหมือนดั่งตาสี   เอาผืนนาเป็นที่พำนักพักพิงร่างกาย
ชีวิตเอยไม่เคยสบาย   ฝ่าเปลวแดด แผดร้อนแทบตาย ไล่ควายไถนาป่าดอน
เหงื่อรินหยดหลั่งลงรดแผ่นดินไทย   จนผิวพรรณเกรียมไหม้แดดเผามิได้อุทธรณ์
เพิงพักกายมีควายเคียงนอน  สาบควายกลิ่นโคลนเคล้าโชยอ่อน ยามนอนหลับแล้วฝันใฝ่
กลิ่นโคลนสาบควายเคล้ากายหนุ่มสาวแห่งชาวบ้านนา  ไม่เลอเลิศฟ้าเหมือนชาวสวรรค์
หอมกลิ่นน้ำปรุงฟุ้งอยู่ทุกวัน  กลิ่นกระแจะจันทร์ หอมเอยผิวพรรณนั้นต่างชาวนา
อย่าดูถูกชาวนาเห็นว่าอับเฉา  มือถือเคียวชันเข่า เกี่ยวข้าวเลี้ยงเราผ่านมา
ชีวิตคนนั้นมีราคา  ต่างกันแต่ชีวิตชาวนา บูชากลิ่นโคลนสาบควาย
 
    ทศวรรษที่ 2480 เพลงชีวิตยุคบุกเบิก

        ทศวรรษ 2480 คือจุดกำเนิดเพลงไทยสากลในแนว เพลงชีวิตและเพลงเสียดสียั่วล้อสังคม อันนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่
 “ศิลปินมีบทบาทสะท้อนภาพความทุกข์ยากของผู้คน การโกงกินของผู้แทน, นักการเมือง ออกมาในบทเพลงของเขา โดยมีสภาพ
สังคมระหว่างสงครามและหลังสงครามเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแสงนภา บุญราศรี คือ หัวหอก ผู้บุกเบิกและผู้จุดประกายไฟให้เกิดศิลปิน
ในแนวนี้ตามมาอีกหลายคน โดยเฉพาะคำรณ สัมบุณณานนท์ ซึ่งจะแสดงบทบาทสำคัญในแนวเพลงชีวิตในทศวรรษต่อมา คือตั้งแต่
ราวปี
2490 เป็นต้นไป อันถือเป็นยุคปลายของชีวิตนักร้องผู้แทนคนยากอย่าง แสงนภา บุญราศรี ก่อนที่เขาจะถึงแก่กรรมด้วยวัยเพียง
 
36 ปีทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า แนวเพลงชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างสง่างามในทศวรรษที่ 2480 คือ รากฐานของแนวเพลง ลูกทุ่งซึ่งถือ
กำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการช่วงหลังปี
2500 อันเป็นแนวเพลงที่มุ่งเน้นสะท้อนสภาพสังคมด้วยภาษาลีลาที่เรียบง่าย กินใจ ไม่ต่าง
จากแนวเพลงชีวิตที่ แสงนภา บุญราศรี บุกเบิกไว้ เพียงแต่ต่อมาเพลงลูกทุ่งได้พัฒนาแนวเนื้อหาไปอย่างหลากหลายหากแต่รากฐาน
เดิมนั้นเล่า คือการสะท้อนภาพสังคมของชนชั้นล่างโดยเฉพาะชาวนาชาวไร่ในชนบท อย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่แตกต่างจากแนว
เพลงชีวิต

      ทศวรรษที่ 2490 ขุมทองของเพลงชีวิต

ความตื่นตัวในวงการเพลงที่มีสถานีวิทยุและธุรกิจแผ่นเสียงเป็นแรงกระตุ้นสำคัญทำให้รูปแบบและเนื้อหาเพลงชีวิตในทศวรรษ 2590
พัฒนาไปในทิศทางที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น แพร่กระจายไปสู่ความรับรู้ของมวลชนระดับกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับการที่แนว
เพลงรักหวานชื่นของวงดนตรีสุนทราภรณ์กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนี้ แนวเพลงชีวิตก็มี คำรณ สัมบุณณานนท์ เป็นตัวแทน
ภาพลักษณ์ที่เด่นชัด โดยมีนักประพันธ์เพลงคนสำคัญคือ ไพบูลย์ บุตรขัน ป้อนเพลงให้จนคำรณพุ่งขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดในยุคนี้
เช่นกัน โดยมีนักร้องร่วมสมัยอย่างชาญ เย็นแข
, ชลอ ไตรตรองสอน และปรีชา บุญเกียรติ เติมสีสันให้วงการเพลงชีวิตมีความคึกคักมาก
ยิ่งขึ้นขณะเดียวกัน การปิดกั้นเพลงชีวิตบางเพลงด้วยการไม่อนุญาตให้ออกอากาศทางสถานีวิทยุ โดยรัฐบาลจอมพล ป. ในยุคนั้น ไม่แตก
ต่างไปจากการที่คณะกรรมการบริการวิทยุและโทรทัศน์ (กบว.) สั่ง
แบนเพลงบางเพลงในยุคนี้ คือยิ่งห้าม เทปและแผ่นเสียงก็ยิ่งขายดี 
อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ภาวะที่โรงละครหลายแห่งปิดเวทีแล้วหันไปฉายภาพยนตร์แทน ในปลายทศวรรษนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อนักร้อง
เพลงชีวิตอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะนักร้องแนวนี้ส่วนใหญ่เป็น
นักร้องสลับฉากตามเวทีละคร เมื่อละครปิดฉากลง พวกเขาหลาย
คนต้องดิ้นรนออกไปเดินสายร้องเพลงตามต่างจังหวัดกับวงดนตรีของคนอื่นๆ หรือวงดนตรีที่ตนเองตั้งขึ้น และได้กลายเป็นที่มาของวง
ดนตรีลูกทุ่งที่เฟื่องฟูมากในทศวรรษต่อมา อันเป็นทศวรรษที่มีการแบ่งแยกเพลงออกเป็น
ลูกกรุง” “ลูกทุ่งเป็นครั้งแรกของวงการเพลง
เมืองไทย และเป็นยุคที่สังคมไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ตลอดทั้ง
ทศวรรษ
2500ซึ่งนับเป็นทศวรรษที่เพลงชีวิตซบเซาถึงขีดสุด ในขณะที่เพลงลูกทุ่งเริ่มฟูเฟื่องพร้อมๆ กับได้เกิดเพลงชีวิตอีกแนวหนึ่ง
โดยนักเขียนนาม
จิตร ภูมิศักดิ์ขึ้นภายในกำแพงคุก ในช่วงที่เขาถูกจองจำในฐานะ นักโทษการเมืองและเพลงของจิตรนี้เองที่พัฒนา
อย่างก้าวกระโดดสู่การเป็นต้นแบบของ
เพลงเพื่อชีวิตภายหลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยจนกระทั่งเพลงเพื่อชีวิตกลายเป็นแขนงหนึ่งของเพลงไทยที่สังคมให้การยอมรับตราบจนปัจจุบัน อันนับเป็นระยะเวลาที่ห่างจากเพลงยุคบุกเบิก
 
เพลงชีวิตโดยแสงนภา บุญราศรี ราวกึ่งศตวรรษหรือ 50 ปีพอดี
จิตร ภูมิศักดิ์ ต้นธารเพลงเพื่อชีวิต เสียงเพลงเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการสร้างความบันเทิงเริงรมย์แก่ชีวิต เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น บางครั้งเสียงเพลงถูกนำมาใช้เพื่อ
จุดมุ่งหมายอื่นอีก เช่น ปลุกใจให้รักพวกพ้อง รักชาติ ฯลฯ แน่นอนเสียงเพลงยังเป็นเพื่อนคลายเหงาบรรเทาความร้าวรานของผู้ทุกข์ยาก
และผู้ถูกกดขี่ด้วยยุคเผด็จการครองเมืองก่อน
14 ตุลาคม 2516 จึงเป็นยุคทองของเพลงรัก เพลงสายลมแสงแดด และเพลงเต้นรำ ท่ามกลาง
ความมืดมิดในห้วงเวลานั้นมีปัญญาชนผู้หนึ่ง
จิตร ภูมิศักดิ์ได้เขียนบทความเสนอแนวคิดเรื่อง ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน
ขึ้นมา แนวคิดเพื่อชีวิตและการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่าของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นพลังบันดาลใจให้เกิดแนวเพลงใหม่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา
คือ
เพลงเพื่อชีวิตกล่าวได้อย่างภาคภูมิว่า เพลงเพื่อชีวิตคือ เพชรเม็ดงามทางด้านวัฒนธรรม อันเกิดจากเหตุการณ์ 14 ตุลา

เพลงเพื่อชีวิต ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน (2516-2519) ตอนที่1

   เพลงเพื่อชีวิต นั้นมีผู้กล่าวว่า
หมายถึงเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน”  จริงอยู่ การเปลี่ยนแปลงของสังคมในอดีตนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุ
หลายประการ แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เพลงเพื่อชีวิตและกลุ่มศิลปินเพลงในอดีตก็มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
เพื่อชีวิตที่ดีกว่าพวกเขาตีแผ่
เรื่องราวความไม่เป็นธรรมของสังคมเราออกมาอย่างไร
เพื่อชีวิตที่ดีกว่าพวกเขาปลูกฝังอุดมคติอะไรให้แก่คนหนุ่มคนสาวและประชาชน
เพื่อชีวิตที่ดีกว่าพวกเราเรียกร้องสิ่งใดกลับคืนมาจากนักปกครองเผด็จการ และส่งคืนสิ่งใดให้แก่ประชาชนคำถามเหล่านี้ไม่จำเป็นจะ
ต้องมีคำตอบเพราะเพียงแต่ท่านได้ยิน และจดจำบทเพลงเหล่านั้นได้ คำตอบของมันก็จะอยู่ในใจของท่านตลอดไป
สู้เข้าไปอย่าได้ถอย มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรมเราเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ สู้ต่อไปด้วยใจมุ่งมั่น
เขาจะฟาดเขาจะฟัน เราไม่พรั่นพวกเราสู้ตายสู้เข้าไปอย่าได้หนี เพื่อเสรีภาพอันยิ่งใหญ่รวมพลังผองเราเหล่าชาวไทย สู้เข้าไปพวก
เราเสรีชน
นี่คือบทเพลง " สู้ไม่ถอย" ซึ่งเป็นบทเพลงแรกของเพลงเพื่อชีวิต แต่งขึ้นในโอกาสชุมนุมประท้วงคำสั่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง
272/2516 ที่มีมติให้ลบชื่อนักศึกษา 9 คน ออกจากมหาวิทยาลัย จึงนำมาลงตีพิมพ์เพื่อให้ท่านทั้งหลายย้อนเวลากลับสู่เหตุการณ์ในอดีต
 อย่างน้อยก็เพื่อให้เห็นภาพว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากกระแสสากล
นั้น ได้ให้กำเนิดบทเพลงเพื่อชีวิต และศิลปินเพลงเพื่อชีวิตอย่างไรปี พ.ศ.
2514 รัฐบาลสมัยนั้น ซึ่งเป็นการสถาปนาอำนาจของกลุ่ม
ครอบครัวกิตติขจรและครอบครัวจารุเสถียร ได้ทำการรัฐประหารตัวเองเพื่อตรึงอำนาจของตัวเองอย่างแน่นหนา โดยให้จอมพลถนอม
กิตติขจร เป็นผู้ถือครองอำนาจเผด็จการ และให้จอมพลประภาส จารุเสถียร คุมกระทรวงกลาโหมและมหาดไทย รวมทั้งประมวลข่าวกรอง
 กอ.รมน. และให้ลูกเขย พันเอกณรงค์ กิตติขจร มีบทบาทอย่างสูงในวงการเมืองช่วงนั้นสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนั้นเป็นบรรยากาศ
ของเผด็จการทหารสมบูรณ์แบบ การแสดงออกทางความคิดเห็นของนักศึกษาปัญญาชนและประชาชนทั่วไป ถูกจำกัดแม้กระทั่งใน
มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตผู้มีความรู้ก็ไม่ได้รับการยกเว้น การปกครองด้วยกฎอัยการศึกของรัฐบาลทหารได้สร้างความอึดอัด
คับข้องใจในหมู่ประชาชน บ้านเมืองคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวของคอร์รัปชั่นจนมาถึงช่วงที่รัฐบาลเผด็จการทหารประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ
ซึ่งมีแต่การแต่งตั้งสภานิติบัญญัติเพียงสภาเดียว และออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่
299 ความไม่พอใจของประชาชนก็ปะทุขึ้น
นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
(ศนท.) ได้ทำการประท้วงคัดค้าน จนต้องมีการ
ประชุมยกเลิกประกาศฉบับนั้น เหตุการณ์นั้นเองที่นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของขบวนการนักศึกษาปี พ.ศ.
2516 สถาน
การณ์บ้านเมืองยังไม่กระเตื้องขึ้น ซ้ำยังเกิดเหตุการณ์กรณี
ทุ่งใหญ่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเหลวแหลกของ
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของทางราชการพาดาราสาวไปเที่ยวล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อเครื่องบินลำ
ดังกล่าวตกจึงพบซากสัตว์ป่าที่ถูกล่ามากมาย เป็นผลให้สื่อมวลชนและนักศึกษาร่วมมือกันตีแผ่เปิดโปงการกระทำผิดกฎหมายของ
ฝ่ายราชการ โดยได้รับความสนใจจากประชาชน ภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนักกรณีดังกล่าว ได้มีนัก
ศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกลุ่มหนึ่งออกหนังสือในนาม
ชมรมคนรุ่นใหม่ชื่อว่า มหาวิทยาลัยยังไม่มีคำตอบตีพิมพ์ข้อความ
กระทบกระแทกปัญหาการต่ออายุราชการของจอมพลประภาส จารุเสถียร ที่อ้างว่าเพราะสถานการณ์ต่างประเทศไม่น่าไว้วางใจ
หนังสือดังกล่าวมีถ้อยคำเสียดสี
สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีกหนึ่งปีผลจากกรณีดังกล่าว ทำให้นักศึกษาทั้ง
 
15 คนถูกตั้งกรรมการสอบสวน และ 9 คน ถูกลบชื่อออกจากมหาวิทยาลัย นักศึกษาและประชาชนจำนวนมากเห็นว่าไม่เป็นการยุติ
ธรรม จึงพากันรวมตัวประท้วงที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการชุมนุมประท้วงข้ามวันข้ามคืน ทั้งมีการ
แต่งเพลง
สู้ไม่ถอยโดย เสกสรร
     เพลงเพื่อชีวิต ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน (2516-2519) ตอนที่2
        สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตผู้ยิ่งใหญ่ ถือกำเนิดบทบาทของการเป็นศิลปินเพื่อชีวิตขึ้นมาในเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาเป็นผู้หนึ่ง
ที่อยู่ร่วมในการประท้วง คอยแต่งบทกลอนต่างๆ ส่งให้โฆษกบนเวทีอ่านให้ประชาชนฟัง เพื่อปลุกเร้ากำลังใจและรวบรวมความคิดให้
เป็นหนึ่งเดียวกัน และเขาได้แต่งเพลง
 " สานแสงทอง " โดยเอาทำนองมาจากเพลง FIND THE COST OF FREEDOM ของวงดนตรี
ครอสบี สติล แนช แอนด์ ยังก์ เนื้อร้องมีอยู่ว่า
ขอผองเราจงมาร่วมกัน ผูกสัมพันธ์ยิ่งใหญ่สานแสงทองของความเป็นไทย ด้วยหัวใจบริสุทธิ์
 
บทเพลง " สู้ไม่ถอย " และ สานแสงทองเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยบทเพลงสู้ไม่ถอยนั้นเป็นเพลงมาร์ชปลุกใจที่ใช้ในการรวมพลัง
ประท้วง ส่วนเพลงสานแสงทองเกิดจากความคิดคำนึงถึงเสรีภาพของประชาชน แต่ทั้งนี้นี่คือจุดกำเนิดของบทเพลงเพื่อชีวิต นั่นเองการ
ประท้วงครั้งนั้นประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังไม่สามารถลดอุณหภูมิความไม่พึงพอใจในการปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหารได้ เนื่องจาก
สถานการณ์ของบ้านเมืองขณะนั้นอยู่ในสภาพย่ำแย่ เต็มไปด้วยปัญหานานาประการทั้งทางเศรษฐกิจ ปัญหาชาวนา กรรมกรรถไฟ แหล่ง
เสื่อมโทรม และการคอรัปชั่นหลังการประท้วงครั้งนั้นไม่นาน ได้มีนักศึกษาและประชาชนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเรียกว่า
กลุ่มเรียกร้องรัฐ
ธรรมนูญ
ทำการแจกใบปลิวและหนังสือเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่สุดพวกเขาทั้ง 15 คน ถูกจับกุมในข้อหาว่าเป็นกบฏและ
มีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์จุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้ นำไปสู่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองไทยซึ่งไม่มีใครคิดมาก่อน องค์การ
นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ จับมือผนึกกำลังกันเคลื่อนไหว โดยใช้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นศูนย์กลางการชุมนุมได้รับความร่วมมือจาก
ประชาชนทุกฝ่ายซึ่งมองเห็นว่ารัฐบาลทำเกินกว่าเหตุ กระทั่งในที่สุด ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้ยื่นคำขาดให้
รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งหมดภายในเที่ยงวันที่
13 ตุลาคม 2516 แต่รัฐบาลบอกปัดปฏิเสธดังนั้น คลื่นนักศึกษาประชาชนนับแสนๆ จึง
เคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มุ่งไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและลานพระบรมรูปทรงม้า และแล้วความผิดพลาดก็เกิดขึ้น
เมื่อการสื่อสารระหว่างตัวแทนนักศึกษาที่เข้าเจรจากับฝ่ายรัฐบาลขาดการติดต่อกับตัวแทนที่ทำหน้าที่กุมสถานการณ์มวลชน การชุมนุม
ประท้วงจึงดำเนินต่อไปจนล่วงเข้าสู่วันใหม่ แม้ว่ารัฐบาลจะมีคำสั่งปล่อยตัวนักศึกษาปัญญาชนที่ถูกควบคุมตัวแล้วก็ตามแล้วที่สุดก็เกิด
การปะทะต่อสู้กันระหว่างตำรวจทหารกับประชาชนในวันที่
14 ตุลาคม 2516 เจ้าหน้าที่ยิงก๊าซน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมประท้วง สถานการณ์
ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นสงครามกลางเมือง สถานที่ราชการหลายแห่งถูกประชาชนเผาทำลาย ชีวิตเลือดเนื้อจำนวนมากถูกเข่นฆ่า นับ
เป็นความเสียหายร้ายแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะเหตุว่าคนไทยทำต่อคนไทยด้วยกันเองเหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516
 ยุติลง เมื่อผู้เผด็จการทั้งสามหนีออกนอกประเทศ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดี
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นรัฐบาลพลเรือน
ที่สนับสนุนบทบาทของนักศึกษาในเรื่องประชาธิปไตย โดยให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกผู้คนอย่างเต็มที่ กระทั่งทำให้เกิดมีความโน้มเอียง
ไปในทางที่นักศึกษาสนับสนุนลัทธิสังคมนิยมกันอย่างแพร่หลาย อาทิ มีการจัดนิทรรศการจีนแดง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการชี้นำ
ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งๆ ที่ประชาชนในเวลานั้นยังไม่ยอมรับ มีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ลัทธิของมาร์กซ-เลนิน นำเสนอ
ประเด็น ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ฯลฯ ได้รับการ เปิดเผยสู่สายตาของนักศึกษาและประชาชนอย่างกว้างขวางเรื่องราวเกี่ยว
กับผู้นำความคิดทางการเมืองหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลต้องห้ามในอดีต เช่น จิตร ภูมิศักดิ์
, กุหลาบ สายประดิษฐ์ ฯลฯ ได้รับการกล่าวขานถึง
แตกหน่อเป็นความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่กำลังแสวงหาแนวทางเพื่อชีวิตใหม่ที่ดีกว่าชีวิต
ในสังคมเก่า แนวคิดต่างๆ ที่กล่าวมา ได้ถูกเผยแพร่ออกมาคล้ายกับเพลงเพื่อชีวิตที่ประท้วงสงครามเวียดนามในสหรัฐอเมริกา

 
เพลงเพื่อชีวิต ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน (2516-2519) ตอนที่3
วงดนตรีเพื่อชีวิตวงแรกที่สร้างความประทับใจให้แก่คนรุ่นนั้นเป็นอย่างมาก คือวงดนตรี คาราวานซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตที่ยิ่ง
ใหญ่ที่สุดในอดีต
 
 สุรชัย จันทิมาธร นักเขียนหนุ่มผู้มีนามปากกาว่า ท.เสนกับ วีระศักดิ์ สุนทรศรี เจ้าของนามปากกาว่า สัญจร
ทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมกิจกรรมการประท้วงมาตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ได้ร่วมกันก่อตั้งวงดนตรี ท.เสนและสัญจรเพื่อร่วมแสดง
ดนตรีในการชุมนุมประท้วง ครั้งหนึ่ง คนทั้งสองร่วมกันแสดงดนตรีในงานนิทรรศการเพลงเพื่อชีวิต โดยเล่นเพลง " คนกับควาย
 " ,
 " เปิบข้าว " และ " ข้าวคอยฝน " ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่ทางดนตรีต่างจากดนตรีทั่วไปในขณะนั้น ที่มีเพียงวงดนตรีสุนทราภรณ์,
สุเทพ วงศ์กำแหง และ สวลี ผกาพันธ์ ครองใจผู้ใหญ่ และวงดนตรี ดิ อิมพอสซิเบิล ครองใจวัยรุ่นบทเพลงของท.เสนและสัญจร
ในเวลานั้นเป็นการนำพื้นฐานดนตรีตะวันตกมาประยุกต์เข้ากับเนื้อร้องภาษาไทย ได้รับการต้อนรับจากนักศึกษาปัญญาชนอย่างอบอุ่น
 เนื้อหาเพลงบรรยายภาพความทุกข์ยากของชาวไร่ชาวนาอย่างลึกซึ้งเกาะกินใจ เช่น ท่อนหนึ่งของเพลง
ข้าวคอยฝนที่ว่า
           
             “อยู่อย่างข้าวคอยฝน บ่พ้นราแรงแห้งตาย

                        ชีวิตชีวาน่าหน่าย จะหมายสิ่งหมายไม่มี
                                 จากบ้านเกิดเมืองนอน พเนจรลูกเล็กเด็กแดง
                                                สองขาของเฮามีแฮง ตะวันสีแดงส่องทาง
   
ในการแสดงดนตรีทุกครั้งของ ท.เสนและสัญจร จะมีการบันทึกแถบเสียงเพื่อไว้ใช้เผยแพร่ในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง
ที่พวกเขาได้เดินทางแสดงดนตรีไปกับโครงการเผยแพร่ประชาธิปไตย ก็ยิ่งทำให้บทเพลงของเขาเป็นที่เผยแพร่และนิยมกันแพร่หลาย
กว้างขวางออกไป โดยเฉพาะที่วิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพวกเขาได้มีโอกาสเปิดการแสดงบ่อยครั้งที่วิทยาลัยเทคนิค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั่นเอง ท.เสนและสัญจร ได้มีโอกาสรู้จักกับวงดนตรี บังคลาเทศแบนด์ ที่มี ทองกราน ทานา และมงคล อุทก
 เป็นเรี่ยวแรงสำคัญ ทั้งสองวงเล่นดนตรีในงานเดียวกันหลายครั้ง จนกระทั่งสนิทสนมคุ้นเคยกันกลางปี พ.ศ.
2517 กลุ่มผู้หญิงและชุม
นุมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดนิทรรศการ
การต่อสู้ทางวรรณกรรมทั้งสองวงดนตรีได้ร่วมกันแสดงเป็นครั้งแรกภาย
ใต้ชื่อวงดนตรี
คาราวานซึ่งหมายถึงการเดินทางไม่สิ้นสุด คาราวานในตอนเริ่มต้นมีสมาชิก 4 คน คือ สุรชัย จันทิมาธร, วีระศักดิ์ สุนทรศรี,
มงคล อุทก และทองกราน ทานา  วงดนตรีคาราวานเป็นจุดเริ่มต้นการขยายตัวของดนตรีเพื่อชีวิต พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานเพลงมากมาย
โดยการเข้าร่วมกับขบวนการนักศึกษา ความโด่งดัง และความสามารถในเชิงดนตรีของพวกเขาส่งผลให้บทเพลงเพื่อชีวิตสามารถเปิดการ
แสดงร่วมกับวงดนตรีในเชิงธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นผลงานแผ่นเสียงแถบบันทึกเสียง หรือเปิดการแสดงตามโรงภาพยนตร์ ซึ่งก็ทำรายได้ให้
แก่พวกเขาตามสมควรผลงานชุดแรกของคาราวานชื่อ
คนกับควายมีเนื้อหาสาระสะท้อนความทุกข์ยากของชาวนา และชุดที่สองชื่อ
อเมริกันอันตรายเป็นบทเพลงต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกา  ปี พ.ศ.2517-2519 เพลงเพื่อชีวิตได้รับความนิยมสูงสุดในแวดวงนิสิต
นักศึกษา ปัญญาชน วงดนตรีเพื่อชีวิตหลายวงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่ละวงมีลีลาการแสดงออกที่แตกต่างกัน พวกแรกเป็นพวกที่มีท่วง
ทำนองลีลาผสมผสานตะวันออกกับตะวันตก ใช้เครื่องดนตรีอคูสติค เช่น กีตาร์ ไวโอลิน ซึง ฮาโมนิก้า และเครื่องดนตรีเคาะจังหวะ ได้แก่
คาราวาน
, คุรุชน, กงล้อ, รวมฆ้อน, โคมฉาย ส่วนอีกพวกหนึ่งจะใช้เครื่อง ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์บรรเลง เพื่อปลุกเร้าให้เกิดความคึกคัก เช่น
กรรมาชน
, รุ่งอรุณ และไดอะเล็คติค และอีกพวกหนึ่งจะมีท่วงทำนองเพลงไทยเดิมและพื้นบ้านประยุกต์ ได้แก่ ต้นกล้า และลูกทุ่งสัจธรรม ฯลฯ   เพลงเพื่อชีวิตในยุคนั้นมีมากกว่า 200 เพลง เนื้อหาทั้งหมดครอบคลุมกิจกรรมที่พวกนักศึกษาปัญญาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยสรุปบทเรียนจากสถานการณ์บ้านเมือง และอิงเนื้อเรื่องและบทกวีจากนักคิดนักเขียนรุ่นเก่าๆ เนื้อหาทั้งหมดคาบเกี่ยวระหว่างการสะท้อนปัญหาบ้านเมือง
กับการแสดงออกซึ่งอุดมคติในการสร้างสรรค์สังคมใหม่ โค่นล้มอำนาจรัฐ ชี้นำอุดมการณ์สังคมนิยมซึ่งนักศึกษายุคนั้นเชื่อว่าสามารถแก้ไข
ความเสื่อมทรามของสังคมได้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้มีการจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การครอบงำของจักรวรรดินิยมอเมริกามีบท
เพลงหนึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
14 ตุลาคม ชื่อเพลง นกสีเหลือง เป็นที่นิยมร้องกันแพร่หลาย เนื้อหาสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของยุคสมัย
ได้เป็นอย่างดี
   
        “เจ้าเหินไปสู่ห้าวหาว เมฆขาวถามเจ้าคือใคร

                อาบปีกด้วยแสงตะวัน เจ้าฝันถึงโลกสีใด
                      คุณจำได้ไหม เหตุการณ์เมื่อวันที่สิบสี่สิบห้าตุลาคม
                             คุณจำได้ไหม รอยเลือด คราบน้ำตา และฝันร้ายของผู้คน
                                     วีรชนคนหนุ่มสาวของเรา
                                              ได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา
                                                   ตายไปขณะชูสองมืออันว่างเปล่าเพื่อเรียกร้องหาเสรีภาพ
                                                           ณ บัดนี้ขอให้พวกเราจงพากันหยุดนิ่ง
                                                                  และส่งใจระลึกถึงไปยังพวกเขาเหล่านั้น
                                                                         อย่างน้อยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ
                                                                                  และจะได้เป็นกำลังใจสำหรับผู้ที่จะอยู่ต่อสู้อีกต่อไป…”
          
        (บทเพลง นกสีเหลืองแต่งโดย วินัย อุกฤษณ์ ร้องและบรรเลงโดย คาราวาน)
      ระหว่างปี พ.ศ.2516-2519 สถานการณ์บ้านเมืองวุ่นวาย
 สับสน และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างความคิดลัทธิความเชื่อ ประเทศไทยเปลี่ยน
คณะรัฐบาลหลายครั้งในชั่วเวลาเพียงสามปี นักศึกษาถูกทำให้มองว่าเป็นพวกก่อความวุ่นวายให้แก่สังคม ขณะที่พวกฝ่ายขวาก็ถูกสร้าง
ขึ้นเพื่อสกัดกั้นและต่อต้านนักศึกษาในทุกวิถีทางการเผชิญหน้าระหว่างคนทั้งสองกลุ่มคือ
ฝ่ายซ้ายและ ฝ่ายขวาเกิดขึ้นทั่วไปทั้ง
ในที่ลับและที่แจ้ง ฝ่ายขวาจัดก็คือ ฝ่ายราชการ ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล และกระทิงแดง ที่พยายามกดดันการเคลื่อนไหวของฝ่าย
ซ้ายให้เป็นไปอย่างยากลำบาก และในที่สุดจุดแตกหักก็มาถึง เมื่อนักศึกษารวมตัวกันต่อต้านการกลับมาเมืองไทยของจอมพลถนอม
 กิตติขจร กลายเป็นเหตุการณ์นองเลือดในวันที่
6 ตุลาคม 2519 นิสิต นักศึกษา ประชาชน ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในบริเวณ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวง เป็นเหตุการณ์เศร้าสลดเมื่อคนไทยเข่นฆ่าคนไทยด้วยกันอีกครั้งหนึ่งขณะนั้น
วงดนตรีคาราวานกำลังเปิดการแสดงร่วมกับผู้ชุมนุมประท้วงในจังหวัดขอนแก่น เมื่อได้ทราบข่าวก็หยุดการแสดง
หลบหนีการล่าสังหารไปพร้อมกับเพื่อนนักดนตรีจากวงโคมฉาย รวม
11 คน เดินทางมุ่งสู่ป่าเขา
 

การศึกษาวงดนตรีเพลงเพื่อชีวิต ของ นักศึกษาปัญญาชน

                   บทเพลงเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งที่สะท้อนความคิดความรู้และไห้ความบันเทิงกับผู้ฟัง  การพิจารณาว่าบทเพลงใดมีคุณค่ามาก
น้อยเพียงใดนั้น
  เนื้อเพลงจะบอกได้แต่เพียงการสื่อความหมายที่ดีหรือไม่  แต่เพลงที่ดีที่จะปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟังได้จะต้องมีองค์ประกอบอื่น
  อีกมาก นอกเหนือไปจากเนื้อเพลงที่ให้คุณค่าทางความคิด หากแต่ยังต้องมีการเรียบเรียงดนตรีที่งดงามชวนฟังเป็นองค์ประกอบให้เกิด
ความรู้สึกด้วย
            เนื่องจากบทเพลงมีคุณค่าต่อการรับรู้ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง     เพลงจึงเป็นสื่อสำคัญตั้งแต่อดีตกาลมาจนปัจจุบัน
โดยเฉพาะปัจจุบันเพลงเป็นสื่อในการโฆษณาชวนเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ทั้งปลุกระดมให้ผู้ฟังเชื่อ เช่นการโฆษณาสินค้า การปลุกใจให้
รักชาติ รักสถาบันการศึกษา
  แสดงความเป็นหมู่คณะพวกเดียวกัน เป็นต้น
      เพลงที่มีคุณค่าหรือมีบทบาทต่อคนฟังได้มากนั้น    
น่าจะเป็นเพลงที่มีจุดสำคัญในรูปแบบหรือโครงสร้างของเพลงหลักคือ จังหวะและท่วงทำนอง เพราะโสตประสาทของคนเรา
จะสามารถรับรู้เสียงดนตรีได้เป็นอันดับแรก ความประทับใจจะอยู่ที่ส่วนนี้
  
      ส่วนเนื้อเพลงจะสามารถบ่งบอกถึงแนวความคิด
ของผู้แต่งหรือให้เข้าใจบริบทของสังคมไทยในยุคนั้นได้
    ดังนั้น ภาษาที่สื่อถ่ายทอดออกมานั้นผู้ฟังจะเข้าใจได้รวดเร็วลึกซึ้งเพียงใด 
  
ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบหลายประการ
         เนื้อเพลงเพื่อชีวิตช่วง   3  ปีนี้  สามารถสะท้อนเรื่องราวต่าง  ๆ ที่เกิดขึ้น
ในสังคมซี่งแวดล้อมผู้แต่งเพลงออกมาในรูปของความจริงและจินตนาการ
  ดังต่อไปนี้คือ
                 
     1. การสะท้อนปัญหาของชาติ ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจ  การเมือง การศึกษา เอกราชอธิปไตย ความเดือดร้อน ความทุกข์ยากอันเกิด
จากการเอารัดเอาเปรียบของนายทุน
      ภัยธรรมชาติ ปัญหาการคอร์รัปชั่น การปราบปราม ปัญหาแรงงาน ความไม่เสมอภาค   เป็นต้น
  
     
2. การสะท้อนความคิดและอุดมการณ ์ ได้แก่ การสร้างเป้าหมายในการดำเนินการไปสู่ความหวังใหม่     ค่านิยมใหม่ อันได้แก่
 เสรีภาพทางการเมือง อิสระภาพของความเป็นไทย ความใฝ่ฝันในสันติภาพการสร้างสังคมใหม่ เป็นต้น
                
      
3. แสดงถึงวิถีทางการต่อสู้ที่สอดคล้องกับอุดมการณ์อย่างมีเป้าหมาย ได้แก่การเรียกร้องให้ผู้ฟังสนใจปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นจริงใน
สังคม ให้เกิดความสามัคคีในกลุ่มคนโดยไม่จำกัดชนชั้น
  ต่อต้านอำนาจรัฐโดยเรียกร้องให้แก้ปัญหาด้วยวิธีจับอาวุธขึ้นต่อสู้
                
   4. การย้ำหรือการแสดงเจตนารมณ์อันมีจุดยืนร่วมกัน  เช่น การเสียสละชีวิต
              
  
5.  กล่าวยกย่องกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เช่น ผู้ที่เสียชีวิตทางการเมือง     ชาวนา กรรมกร ปัญญาชน สตรี เยาวชน ข้าราชการ ครู แม่ ประชาชน
                
    6.  อื่น ๆ ได้แก่ ความรัก ความแค้น ความสิ้นหวัง  ปัญหาท้องถิ่น
         เนื้อเพลงจึงเป็นกระจกสะท้อนแนวความคิดและอุดมการณ์   
บางประการของนักศึกษาได้ ดังนั้น ลักษณะเนื้อเพลงจะลึกซึ้งกินใจเป็นที่นิยมกันนั้น  จะต้องมีลักษณะดังนี้คือ
                 
    
1. ใช้คำหรือภาษาง่าย ๆ ได้ความหมายชัดเจน ผู้ฟังสามารถจดจำได้ทันทีที่ได้ยินมีความหมายกินใจ    ตรงกับความรู้สึกของคน
ส่วนใหญ่ในขณะนั้น
                 
   2. เนื้อเพลงที่ดีจะต้องสะท้อนอารมณ์ที่มาจากเหตุการณ์จริง  ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนั้น ซึ่งผู้ฟังจะเข้าใจ เห็นด้วยกับข้อมูล
หรือเนื้อร้องซึ่งมักจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆที่เห็นได้ในสังคมและเหตุการณ์นั้นกระทบต่อผลประโยชน์หรือความรู้สึกของคน
ส่วนใหญ่ในขณะนั้น
                 
   3. เนื้อเพลงควรจะเหมาะกับจังหวะและท่วงทำนอง เพื่อเรียกร้องอารมณ์ของผู้ฟังให้คล้อยตาม เช่น ถ้าเป็นเพลงปลุกใจให้ฮึกเหิม
คึกคัก ก็จะต้องใช้จังหวะเร็วทำนองเพลงมาร์ช
                   
  4. เนื้อเพลงควรมีโครงเรื่องหรือสาระในเพลงตรงกับชื่อเพลงและเรื่องที่กล่าวถึงในเพลง    ควรเป็นเรื่องที่ผู้ฟังเข้าใจได้ดีอยู่แล้ว เช่น ความ
กล้าหาญของชาวบ้านบางระจัน
  อยุธยา จิตร ภูมิศักดิ์ ความแห้งแล้งของภาคอีสาน ความรักชาติ เป็นต้น
       ถ้าเปรียบระหว่างทำนองกับ
จังหวะนั้น ท่วงทำนองจะเปรียบเป็นตัวเนื้อของดนตรี
  มีเสียงตามตัวโน้ต เช่น โด เร มี ฟา ซอล ลา ที แต่จังหวะจะเปรียบเหมือนโครงร่าง
ที่คอยบังคับให้เพลงมีทำนองสม่ำเสมอตลอดเพลง เช่น เพลงมาร์ชหรือเพลงพื้นบ้าน
    ซึ่งเพลงเพื่อชีวิตหรือเพลงประเภทปลุกใจมักจะ
ใช้ทำนองเพลงมาร์ชและเพลงพื้นบ้านที่มีท่วงทำนอง
    2  จังหวะ ทำให้จังหวะเร็วมีทำนองสนุกสนานเร้าใจ ทำให้ผู้ฟังมีอารมณ์คึกคัก
เสียงกลองเร่งจังหวะทำให้หัวใจ
เต้นแรง  เกิดความฮึกเหิม สง่างามเร้าอารมณ์ให้อยากเดินทางไปต่อสู้ ลุกขึ้นต่อสู้ตามเสียงเรียกร้องของ
เนื้อเพลง
      ข้อสังเกต เพลงเพื่อชีวิตของนักศึกษาส่วนมากจะมีทำนองเพลงพื้นบ้าน     ของชาวเอเชียมักจะใช้ทำนองเพลง 5 จังหวะ
เป็นพื้นฐานของจังหวะชาวเอเชีย คือมีทำนองเพียง
5 ทำนอง คือ โด   เร  มี ซอล ลา และมี 2 จังหวะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้กระชับปลุกเร้า
อารมณ์ ดังนี้ พื้นฐานการรับรู้จังหวะ และท่วงทำนองเพลงเพื่อชีวิตจึงเข้าถึงอารมณ์การฟังได้ดีและรู้สึกประทับใจ เพราะคนไทยเคยฟังมาตั้งแต่เด็ก
        เพลงเพื่อชีวิตมีวงดนตรีที่นับว่าประสบความสำเร็จในการแสดง      ขณะที่มีการประท้วงหรือขณะที่มีเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกันเช่น
ชาวนากับรัฐบาล และนายทุนกับกรรมกร เป็นต้น วงดนตรีที่มีบทบาทจริง ๆ ตามลักษณะการเกิด
    และสถานภาพของนักดนตรีได้เป็น 2 กลุ่มคือ
                  
    
1. วงดนตรีเพื่อชีวิตของปัญญาชนนอกมหาวิทยาลัย เช่น ฅาราวาน
                 
    2. วงดนตรีเพื่อชีวิตของนักศึกษาที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยอันได้แก่   กรรมาชน กงล้อ คุรุชน โคมฉาย ต้นกล้า ลูกทุ่งสัจจธรรม
รวมฆ้อน ฯลฯ
               


[กลับ]   
Copyright © 2006-2007. All rights reserved.